ซูบารุ เอฟเอฟ-1

Posted by

ซูบารุ เอฟเอฟ-1 (Subaru FF-1) ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อทำตลาดแทนที่ ซูบารุ 1000 เปิดตัวในเดือนมีนาคมปี 1969 เครื่องยนต์ 1.0 ลิตรรหัส EA52 ถูกถอดออกแล้วแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.1 ลิตรรหัส EA61 ในปี 1970 ซูบารุเอฟเอฟ-1 ก็ถูกส่งออกไปขายยังประเทศสหรัฐอเมริกาในชื่อ เอฟเอฟ-1สตาร์ ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันนั้น ตลาดรถยนต์ขนาดเล็กในญี่ปุ่นเริ่มดุเดือดยิ่งขึ้น เมื่อตลาดมีความต้องการเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังมากขึ้น ซูบารุจึงต้องนำเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาใส่ให้กับรถยนต์ของพวกเขา แล้วเปิดตัวออกมาในชื่อ เอฟเอฟ-1 1300 จี (FF-1 1300G)ซึ่งนับเป็นรุ่นสุดท้ายที่ถูกพัฒนาขึ้นจากพื้นตัวถังของ ซูบารุ 1000 และถูกส่งไปขายในประเทศสหรัฐอเมริการในปี 1971 ในชื่อ เอฟเอฟ-1 จี (FF-1G)

jumbo jili

อัลไซโอเน่ได้รับการออกแบบให้ลู่ลมที่สุดด้วยตัวรถที่มีรูปร่างแหลมคล้ายลิ่ม ใบปัดน้ำฝนหน้าถูกออกแบบให้ถูกซ่อนไว้หลังฝากระโปรงหน้ารถ มือเปิดประตูราบเรียบไปกับประตูรถไร้ส่วนนูนออกมา บริเวณชายกันชนหน้าถูกติดตั้งสปอยเลอร์ยาง ทั้งหมดนี้ส่งผลให้อัลไซโอเน่กลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ(drag coefficient หรือ Cd)ต่ำที่สุดในช่วงเวลานั้นที่ 0.92 เท่านั้น และเป็นรถยนต์ญี่ปุ่นคันแรกที่มีค่า Cd ต่ำกว่า 0.3 ด้วย เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ 2 จังหวะรุ่นอื่นๆ สำหรับการจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่เครื่องยนต์นั้น จำเป็นที่จะต้องใช้เชื้อเพลิงที่ผสมกับออโต้ลู้ปแล้วเท่านั้น ฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงจึงมีลักษณะคล้ายถ้วย ใช้ในการตวงออโต้ลู้ปสำหรับเติมลงในถังน้ำมันเชื้อเพลิง ในปี 1964 ซูบารุได้เปิดตัวระบบ ซูบารุเมติก(Subaru matic) เป็นระบบที่จะทำการผสมน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ากับออโต้ลู้ปอัตโนมัติ ก่อนที่จะจ่ายเข้าสู่เครื่องยนต์ โดยที่สามารถเติมออโต้ลู้ปได้ที่ถังออโต้ลูปที่แยกออกจากถังเชื้อเพลิงต่างหาก ไม่ต้องตวงลงในถังน้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป

สล็อต

ในรุ่นแรกที่ผลิตออกมานั้น จะมีลักษณะเด่นด้วยเบาะแถวหน้าตอนยาว(ลักษณะคลายกับเบาะของรถกระบะบรรทุกตอนเดียว), แผงคอนโซลหน้าจะผลิตจากโลหะทั้งชิ้นและใช้ระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 3 จังหวะอีกด้วย ส่วนในรุ่นที่ผลิตตามออกมาในภายหลังจะมีการเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆเข้ามา ในบางรุ่นย่อยจะติดตั้งช่องใส่สำภาระที่หลังเบาะนั่ง, กระจกข้างแถว2สามารถแง้มเปิดได้ในลักษณะคล้ายกระจกแค็ปของรถกระบะ, เปลี่ยนจากเบาะแถวยาวเป็นเบาะแยกสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, ช่องสำหรับเก็บแผนที่, เกียร์ธรรมดาแบบ 4 จังหวะและสามารถเลือกติดตั้งเกีร์ธรรมดา 3 จังหวะแบบคลัตช์อัตโนมัติ(Autoclutch) ซึ่งในรุ่นคลัตช์อัตโนมัตินี้จะไม่มีการติดตั้งแป้นคลัตช์มาให้ คลัตช์จะถูกควบคุมการทำงานด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าแทน นอกจากที่กล่าวมาแล้วนั้นเอกลักษณ์ที่สำคัญของ ซูบารุ 360 อีกข้อหนึ่งคือถังน้ำมันเชื้อเพลิงถูกติดตั้งไว้สูงกว่าเครื่องยนต์ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ปั๊มเชื้อเพลิงแบบรถยนต์รุ่นอื่นๆ แต่อาศัยการไหลตามแรงโน้มถ่วงลงสู่ระบบจ่ายเชื้อเพลิงก่อนเข้าสู่เครื่องยนต์ต่อไป

สล็อตออนไลน์

ประสิทธิภาพ ในiรุ่นที่ใช้ระบบเกียร์ธรรมดา 3จังหวะนั้น สามารถทำความเร็วูงสุดได้ถึง 60 ไมล์ต่อชัวโมง หรือ ประมาณ 97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยน้ำหนักตัวประมาณ 450 กิโลกรัม ส่งผลให้ ซูบารุ 360 ได้รับการยกเว้นจากการบังคับใช้กฎระเบียบด้านความปลอดภัยของสหรัฐอเมริกา รายงานผู้บริโภคของสหรัฐอเมริกาบันทึกไว้ว่า ซูบารุ 360 สามารถทำความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ได้ที่ประมาณ 37 วินาที และอัตราการบริโภคที่ประมาณ 25-35 ไมล์ ต่อ แกลลอน หรือ ประมาณ 11-15 กิโลเมตร ต่อ ลิตร เครื่องยนต์ EK31 รุ่นแรก มีกำลังเพียง 16 แรงม้าเท่านั้น ส่วนในรุ่นสปอร์ทที่ใช้เครื่องยนต์ EK32 มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 25 แรงม้า และ 36 แรงม้าในรุ่นสุดท้ายของสายการผลิต ในรุ่นส่งออกนั้น ซูบารุได้ติดตั้งเครื่องยนต์ EK51 เพื่อแทนที่เครื่องยนต์ EK31 เดิม ทำให้ได้กำลังเพิ่มขึ้นเป็น 23 แรงม้าอีกด้วย

jumboslot

ซูบารุ 360 ถูกผลิตออกมาหลาหหลายรูปแบบตัวถัง ไม่ว่าจะเป็น 2 ประตู สเตชั่นวาก่อน (ซูบารุเรียกตัวถังสเตชั่นวาก่อนว่า คัสต้อม), ตัวถัง 2 ประตู เปิดประทุน, และตัวถัง 2 ประตู ซีดาน ที่ใช้เป็นพื้นฐานให้ต่อยอดไปเป็นรุ่นสปอร์ทที่ถูกผลิตออกมาถึง2รุ่นด้วยกัน รุ่นแรกคือ ซูบารุ ยัง เอส (Young S) มาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่ถูกปรับปรุงขึ้นเล็กน้อย ซูบารุเรียกเครื่องยนต์ที่ถูกปรับปรุงนี้ว่า EK32F และยังใช้เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะแทนเกียร์ 3 จังหวะเดิมอีกด้วย ภายในห้องโดยสารได้มีการเปลี่ยนจากเบาะเดี่ยวตอนยาวมาใช้เป็นเบาะแยกสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารแทน ส่วนภายนอกนั้น หลังคาได้มีการคาดแถบสีขาวเข้าไปและทำเป็นร่องบุ๋มไว้สำหรับใส่กระดานโต้คลื่นอีกด้ว รุ่นต่อมาคือ ซูบารุ ยัง เอสเอส (Young SS) ในภาพรวมของ ยังเอสเอส นั้นมีความคล้ายคลึงกับ ยังเอส เพียงแต่ซูบารุทำการปรับปรุงเครื่องยนต์อีกครั้ง โดยการเปลี่ยนมาใช้กระบอกสูบชุบแข็ง และคาร์บูเรเตอร์คู่รุ่นBS32จาก มิคูนิ โซเลกซ์(Mikuni-Solex) ซูบารุเรียกเครื่องยนต์ที่ถูกปรับปรุงใหม่นี้ว่า EK32S ผลจากการปรับปรุงในครั้งนี้ ส่งผลให้เครื่องยนต์มีแรงม้าสูงถึง 36 แรงม้า (หรือประมาณ 27 กิโลวัตต์) ทำให้เครื่องยนต์รุ่นนี้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อปริมาตรเครื่องยนต์ที่ 100 แรงม้าต่อลิตร ในปี 1961 ซูบารุได้ผลิตรถตู้และรถบรรทุกเล็ก ที่มีชื่อว่า ซูบารุแซ็มบ้า โดยซูบารุได้นำเครื่องยนต์ของ ซูบารุ 360 มาใช้ในรถตู้และรถบรรทุกใหม่นี้ด้วย จากขนาดตัวรถที่กระทัดรัด สามารถขับไปในตรอกซอกซอยที่มีขนาดเล็กได้ดี และยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย ส่งผลให้รถบรรทุกเล็กนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ส่วนในรุ่นที่ผลิตเพื่อส่งออกนั้นรู้จักในชื่อ ซูบารุ 450 ชื่อใหม่นี้มาจากการที่ซูบารุเปลี่ยนเครื่องยนต์จาก EK31 เดิม มาใช้เครื่องยนต์ EK51 ซึ่งมีขนาด 423cc แทน ในบางประเทศรู้จัก ซูบารุ 450 ในชื่อ ซูบารุ ไมอา(Subaru Maia)

slot