เมียนมาร์รำลึกวันกำเนิดสหภาพ

Posted by

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเนย์ปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ว่ารัฐบาลเมียนมาร์จัดพิธีรำลึกครอบรอบ 68 ปี การก่อตั้งสหภาพเมียนมาร์ หรือวันรัฐฉาน หรือการปลดแอกดินแดนออกจากการอยู่ภายใต้อาณานิคมของสหราชอาณาจักร ที่เป็นผลสืบเนื่องจาก “ความตกลงเวียงปางหลวง” ระหว่างคณะผู้แทนจากสหราชอาณาจักร กับตัวแทนชนกลุ่มน้อยจากหลายเผ่า รวมถึงนายพลออง ซาน บิดาของนางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านเมียนมาร์คนปัจจุบัน ระหว่างวันที่ 3-12 ก.พ. ปี 2490

joker123

ทั้งนี้ การจัดพิธีรำลึกเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่รัฐบาลเมียนมาร์ของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง จัดการเจรจาสันติภาพร่วมกับผู้นำชนพื้นเมืองหลายเผ่าพันธุ์ อย่างไรก็ตาม การประชุมไม่มีความคืบหน้ามากนักและต้องยกวาระไปหารือต่อเนื่องในครั้งถัดไปที่ยังไม่มีกำหนดการชัดเจน ขณะที่เมื่อต้นสัปดาห์นี้ยังเกิดการสู้รบระหว่างทหารของรัฐบาลกับนักรบของกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมาร์ ( เอ็มเอ็นดีเอเอ ) หรือกบฏ “โกก้าง” ตามแนวชายแดนทางเหนือ ทำให้ทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 7 นาย

วันที่ 19 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันหยุดราชการของพม่าเพราะเป็น “วันแห่งวีรบุรุษ” (Martyrs’ Day) ที่ประชาชนชาวพม่าร่วมรำลึกถึงการจากไปของนายพลอองซาน รัฐบุรุษคนสำคัญ ผู้นำขบวนการปลดแอกพม่าจากระบอบอาณานิคมอังกฤษ และ “บิดาแห่งพม่าสมัยใหม่” ในวันเดียวกันนี้ในปี 1947 (พ.ศ.2490) นายพลอองซานและสมาชิกคณะรัฐมนตรีอีก 7 คนถูกลอบยิงเสียชีวิต เพียง 5 เดือนเศษก่อนอังกฤษให้เอกราชแก่พม่าในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ.1948

นับตั้งแต่พม่าเริ่มปิดประเทศในต้นทศวรรษ 1960 รัฐบาลสั่งห้ามการเฉลิมฉลองเนื่องในวันวีรบุรุษ แต่หลังการปล่อยตัวนางอองซานซุจีครั้งล่าสุดในปี 2010 กับเหตุการณ์ที่หลายคนมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” และเป็นการจุดกระแสด้านการพัฒนาประชาธิปไตยในพม่า วันแห่งวีรบุรุษนี้จึงไม่ได้กลายเป็นวันหยุดราชการธรรมดา ๆ วันหนึ่งอีกต่อไป การเฉลิมฉลองวันแห่งวีรบุรุษทั้งจากภาครัฐและประชาชนเริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว (ค.ศ.2012)

สล็อต

ในปีนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงนายพลอองซาน ฟากฝั่งของรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน NLD ภายใต้การนำของนางอองซานซุจี เอกอัครทูตประเทศต่าง ๆ ต่างส่งตัวแทนไปวางวางพวงหรีดหน้าอนุสาวรีย์นายพลอองซานที่สวนสาธารณะกันดอจีกลางเมืองย่างกุ้ง ประชาชนเองก็ร่วมระลึกถึงนายพลอองซานทั้งที่อนุสาวรีย์นายพลอองซานที่มีอยู่แทบจะทุกหัวเมืองในพม่าและสถานที่ฝังศพของท่าน (Martyrs’ Mausoleum) ใกล้กับพระมหาเจดีย์ชเวดากอง แม้ว่าประชาชนทั่วประเทศจะร่วมกันเฉลิมฉลองและร่วมไว้อาลัยแก่การจากไปของนายพลอองซานอย่างเอิกเกริกในปีนี้ และเป็นปีแรกที่รัฐบาลพม่าจัดพิธีรำลึกถึงวีรบุรุษผู้วายชนม์ทั้ง 8 คนอย่างยิ่งใหญ่ แต่กลับไร้เงาของประธานาธิบดีเตงเส่ง ที่ติดภารกิจการเยือนสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสพอดี จึงทำให้รัฐพิธีสำคัญในปีนี้ต้องเป็นอีกปีหนึ่งที่ไม่มีผู้นำรัฐบาลพม่าเข้าร่วม

ในขณะที่ชาวพม่า[1]จัดงานวันแห่งวีรบุรุษอย่างเอิกเกริก ชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่อย่างชาวฉาน (ไทใหญ่) กะฉิ่น และกะเหรี่ยง กลับมองการเฉลิมฉลองในวันแห่งวีรบุรุษด้วยความขมขื่น

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1947 เพียง 5 เดือนเศษก่อนนายพลอองซานจะถูกลอบสังหาร และเพียง 11 เดือนก่อนพม่าได้รับเอกราช มีการประชุมแบบพหุพาคีระหว่างตัวแทนของอังกฤษ รัฐบาลพม่า และตัวแทนชนกลุ่มน้อยที่เมืองปางหลวง (พม่าอ่านว่า “ปินโลง” และฉานอ่านว่า “ป๋างโหลง”) เมืองเล็ก ๆ ในรัฐฉาน เพื่อกำหนดอนาคตทางการเมืองของชนกลุ่มน้อยภายหลังพม่าได้รับเอกราช ในการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนชนเผ่าเพียง 3 กลุ่ม ได้แก่ ฉาน กะฉิ่น และฉิ่นเข้าร่วม ที่ประชุมมีมติทั้งหมด 9 ข้อ หลักใหญ่ใจความของข้อตกลงที่ปางหลวงคือการที่ชนกลุ่มน้อยจะยินยอมเข้าร่วมกับพม่า ใ

สล็อตออนไลน์

นฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพพม่า โดยเงื่อนไขว่ารัฐบาลพม่าส่วนกลางจะต้องไม่แทรกแซงกิจการภายในของชนกลุ่มน้อย และพึงปกครองชนกลุ่มน้อยด้วยความเท่าเทียมตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย ต่อมาในรัฐธรรมนูญพม่าที่ร่างขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ค.ศ.1947 มีข้อความในบทที่ 10 ว่าด้วยสิทธิการแยกตัวของชนกลุ่มน้อย โดยในข้อ 201 ในรัฐธรรมนูญพม่าฉบับนี้ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “…ทุกรัฐจะมีสิทธิแยกตัวจากสหภาพ (พม่า – ผู้เขียน) ตามเงื่อนไขดังที่กำหนดไว้”[2] และสิทธิในการแยกตัวจากสหภาพพม่านั้นจะมีกำหนด 10 ปี ในช่วงเวลา 10 ปีหลังพม่าได้เอกราช ชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ ๆ ที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการเจรจาที่ปางหลวง อย่างกะเหรี่ยงและมอญเริ่มจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐบาลพม่า ในขณะที่ชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่มีบทบาทในการประชุมปางหลวงต่างหวาดระแวงและเริ่มไม่มั่นใจในอนาคตของตนเอง

jumboslot

ความระส่ำระสายของรัฐบาลหลังเอกราชภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอูนุเกิดจากทั้งสงครามกลางเมืองกับชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มและภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ทำให้อูนุจำเป็นต้องเชิญผู้นำในกองทัพอย่างนายพลเนวินขึ้นมาเป็นรัฐบาลรักษาการในปี 1958 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 10 ปีหลังพม่าได้รับเอกราช และเป็นปีที่สิทธิในการแยกตัวของชนกลุ่มน้อยที่ต้องการแยกตัวออกจากสหภาพพม่า ตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 1948 จะมีผลบังคับใช้พอดี การใช้ความรุนแรงทางการทหารปราบปรามกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อย และการกำจัดเสี้ยนหนามทางการเมือง เช่น เจ้าฟ้าฉาน ทั้งการจำกัดสิทธิทางการเมืองโดยการปลดเจ้าฟ้าบางส่วนและยึดทรัพย์สิน เจ้าฟ้าบางพระองค์อย่างเจ้าฉ่วยไต้ เจ้าฟ้าแห่งเมืองยองฉ่วยที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของพม่าหลังได้รับเอกราชก็ถูกกองทัพควบคุมตัวและเสียชีวิตในเรือนจำในเวลาต่อมา

slot

การขึ้นสู่อำนาจของเนวิน กระบวนการสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพพม่า (หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ตั๊ดม่ะด่อ”) การเปลี่ยนการปกครอง และการนำระบอบสังคมนิยมมาใช้เป็นธรรมนูญปกครองประเทศเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของพม่า และในห้วงคำนึงของชนกลุ่มน้อยแล้ว การปฏิวัติของกองทัพคือการทำลายจิตวิญญาณของข้อตกลงปางหลวงซึ่งก็คือจิตวิญญาณของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในพม่าโดยสิ้นเชิง นอกจากนั้นยังเป็นการ “ทรยศ” ต่อเจตนารมณ์ของนายพลอองซานที่ต้องการรวมพม่าให้เป็นหนึ่งเพื่อสร้างรัฐนาวาสมัยใหม่ที่พร้อมเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นจากการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการพัฒนาทางเศรษฐกิจหลังพม่าได้รับเอกราช

แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากผู้นำชนกลุ่มน้อยและพรรค NLD ของนางอองซานซุจีในอันที่จะนำจิตวิญญาณปางหลวงขึ้นมาปัดฝุ่นและอภิปราย รวมทั้งวางเป็นแผนแม่บทเพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในพม่าตามระบอบสหพันธรัฐ (federal system)[3] อีกครั้ง แต่คำถามจากชนกลุ่มน้อยที่อาจจะตามมา หรือสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงอาจไม่ใช่สัญญาลมปากหรือจิตวิญญาณที่ไร้วิญญาณแห่งปางหลวง แต่คือการทวงคืนข้อผูกพันทางกฎหมายของข้อตกลงปางหลวง อันได้แก่สิทธิในการแยกตัว (secession) ออกจากสหภาพพม่าและสิทธิอื่น ๆ ของพวกเขาที่บรรจุอยู่ในข้อตกลงปางหลวงและรัฐธรรมนูญพม่าปี 1948 ที่พม่าร่วมร่างกับอังกฤษ