ฮุนเซนสั่งเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้แรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าและรองเท้า

Posted by

ซินหวา – รัฐบาลกัมพูชาประกาศเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำสำหรับอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า และรองเท้า ที่ 192 ดอลลาร์ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.05% จากปัจจุบันที่ 190 ดอลลาร์ต่อเดือน แม้ว่าภาคส่วนนี้จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ก็ตาม

joker123

รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ตัดสินใจที่จะปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้น 2 ดอลลาร์ ที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2564 เป็นต้นไป “เมื่อพิจารณาถึงความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงาน นายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจที่จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำของปี 2564 ขึ้นอีก 2 ดอลลาร์ สำหรับคนงานในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า และรองเท้า แม้ว่าภาคส่วนนี้จะได้รับผลกระทบหนักจากโควิด-19” อิธ สัมเฮง รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน กล่าว

อุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าและรองเท้าเป็นภาคการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชา มีการจ้างแรงงานราว 750,000 คน ในโรงงานต่างๆ เกือบ 1,100 แห่ง แต่เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ปัจจุบันมีโรงงาน 120 แห่ง ต้องระงับการผลิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนงานราว 50,000 คน มูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าและรองเท้าของกัมพูชาในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 5.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ตามข้อมูลของรัฐบาล

นางโสธี ประธานร่วมกลุ่มทำงานภาครัฐและเอกชนว่าด้วยความสัมพันธ์อุตสาหกรรม กล่าวว่า การปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสำหรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำปี 2564 เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ “การขึ้นค่าแรงในช่วงโควิด-19 ถือเป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับนายจ้าง แต่เพื่อรักษาภราดรภาพระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง นี่เป็นสิ่งที่ยอมรับได้” นางโสธี กล่าว อัธ ธน ประธานสหภาพแรงงานกัมพูชา กล่าวว่า เขาไม่พอใจกับค่าแรงขั้นต่ำใหม่ แต่เนื่องจากโควิด-19 จึงเป็นเรื่องยากที่สหภาพจะเรียกร้องค่าแรงที่สูงขึ้นกว่านี้ให้แก่แรงงาน

โดยทั่วไป เมื่อมองไปที่สินค้าชิ้นหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการขับเคี่ยวกันระหว่างราคาของสินค้าที่เราอยากซื้อกับอำนาจซื้อที่เรามีอยู่ในมือ มีเงินเท่าไร ซื้อได้ไหม ซื้อแล้วเหลือพอกินหรือไม่ ซื้อไปแล้วจะต้องใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ปลายเดือนตั้งแต่ต้นเดือนไหม หรือสำหรับเหล่าพ่อบ้านใจกล้าก็อาจจะเป็น กวางน้อยที่บ้าน (เมีย) จะยอมให้ซื้อไหม

สล็อต

ไม่มีแรงงานอยู่ในนั้น…

ดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ได้จากรายการ SWEATSHOP: Dead Cheap Fashion ก็คือ การได้ลงลึกไปในสินค้าหนึ่งชิ้น ได้เห็นว่าในราคาที่ผู้ซื้อสักคนจ่ายได้หรือจ่ายไม่ได้นั้นมีชีวิตทั้งชีวิตของคนอื่นอยู่อีกหนึ่งคนเป็นอย่างน้อย สินค้าชิ้นหนึ่งจึงเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างตัวเรากับแรงงานผู้ทำการผลิต ทุกการซื้อของคือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับแรงงานเหล่านั้น และมีแรงงานจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในสภาพแบบสกตี หรือในสภาพแบบที่ฟรีดา, แอนนิเคน และลุดวิก ได้เข้าไปลองมีชีวิตแบบนั้นในช่วงเวลาหนึ่ง ทำงานในสภาพการทำงานที่ไม่เป็นมิตรกับร่างกายและจิตใจ วันหยุดเป็นคำที่ฟังแล้วเข้าใจความหมายแต่ไม่รู้จักว่าคืออะไรในชีวิตจริง ได้ค่าแรงในปริมาณที่แทบไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต การใช้จ่ายที่ต่อให้รู้จักอดก็ยังไม่อาจพบกับคำว่าออม โลกที่ความฝันถึงชีวิตดีๆ ถูกกลืนหายไปในความอดทนจนเคยชิน

หากพูดถึงที่สุด รายการนี้ได้พาไปพบกับรูปธรรมของคำบางคำที่เราต่างได้ยินจนคุ้นชิน แต่อาจไม่เคยเห็นหรือกระทั่งสัมผัสกับตัวจนเข้าไปถีงหัวใจ ดังที่ลุดวิกให้สัมภาษณ์ในตอนหนึ่งว่า “ทุกคนบอกว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม (unfair) ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าความไม่ยุติธรรมเป็นยังไง”

สล็อตออนไลน์

เราไม่เคยสวมรองเท้าของคนอื่น
ผมเคยนั่งกินส้มตำอยู่หน้าคอนโดมีเนียมหรูหราแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ที่มีรถยุโรปราคาแพงระยับรวมไปถึงซูเปอร์คาร์วิ่งเข้าออกคันแล้วคันเล่า ผมนั่งมองด้วยความรู้สึกว่า สิ่งที่เหมือนกันมากๆ ระหว่างคนจนมากๆ กับคนรวยมากๆ ก็คือ เมื่อมองเข้าไปแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าโลกของพวกเขานั้นเป็นอย่างไร มีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง ก่อร่างและดำเนินไปในลักษณะใด

แนวคิดหนึ่งในการสร้างสังคมที่มีความยุติธรรมก็คือ “ผ้าคลุมหน้าแห่งความไม่รู้” (veil of ignorance) ของจอห์น รอว์ลส์ (John Rawls) นักปรัชญาการเมืองและศีลธรรมชาวอเมริกัน ที่เป็นไปในทำนองว่า การที่สถาบันซึ่งสามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกคนในสังคมจะถือกำเนิดขึ้นได้นั้น ทุกคนในสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสถาบันโดยเสนอผลประโยชน์อันควรเป็นโดยละทิ้งว่าตัวเองเป็นใครและคนที่กำลังร่วมแลกเปลี่ยนนั้นเป็นใคร หรือก็คือเสนอผลประโยชน์อันเชื่อว่าดีที่จะยุติธรรมที่สุดต่อทุกคนในสังคมออกไปโดยไม่เอาสถานะทางสังคมของตัวเองและคนอื่นมาเกี่ยวข้องเป็นที่ตั้ง

jumboslot

ฟังดูแล้ว แนวคิดดังกล่าวช่างเป็นดินแดนในอุดมคติที่ยากจะไปถึงจนอาจถึงขั้นพูดได้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะความเป็นไปได้ที่คนเราจะเสนออะไรออกไปอย่างบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้นคงเท่ากับศูนย์หรือถึงขั้นติดลบ (ใครทำได้ก็นิพพานละครับ ไม่มานั่งอยู่แถวนี้หรอก) แต่รายการอย่าง SWEATSHOP: Dead Cheap Fashion กลับทำให้ผมรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นไปได้อยู่บ้าง โดยเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้คนเราเสนออะไรที่มากมายกว่าประโยชน์ของตัวเองหรือทำให้ผลประโยชน์ของคนอื่นกลายเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมที่นอกจากคนอื่นแล้วตนเองก็ได้ประโยชน์ได้ขึ้นมา ก็คือการได้ลองไปยืนอยู่ในจุดที่ผู้ได้รับความอยุติธรรมใช้ชีวิตอยู่ดูบ้าง ไปสวมรองเท้าของเขา (in someone’s shoes) หรือที่บ้านเราก็พอมีสำนวนอย่าง “ใจเขาใจเรา” (ซึ่งดูไม่ค่อยเป็นจริงได้เพราะมักกลายเป็นคิดแทนผู้อื่นจากจุดยืนของตัวเองโดยไม่เคยไปยืนในจึดเดียวกับผู้อื่นที่ตนพูดถึงนั้น)

พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ไม่เคยตกอยู่ในความอยุติธรรม ย่อมยากจะเข้าใจว่าใบหน้าของความอยุติธรรมนั้นเป็นอย่างไร ใบหน้านั้นจ้องมองและกระทำกับคนเราอย่างไร

slot

สะพานที่เชื่อมความเข้าใจในโลกของกันและกันระหว่างคนต่างชนชั้นขาดลงเพราะต่างฝ่ายต่างเติบโตมาบนโลกแวดล้อมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ค่าแรงขั้นต่ำ: โจทย์ที่ต้องตั้งใหม่
ปีศาจตนหนึ่งกำลังหลอกหลอนเรา…ปีศาจที่ชื่อว่าค่าแรงขั้นต่ำ

สิ่งที่ผมรู้สึกเสมอก็คือ เมื่อใดที่แรงงานเสนอให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ปราการด่านแรกที่พวกเขาต้องเผชิญไม่ใช่นายจ้างหรือรัฐบาล หากแต่คือทัศนคติของสังคม ที่เลือกเอามุมร้ายของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นหลัก โดยมักจะมีสูตรสำเร็จว่า การขึ้นค่าแรงจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จนส่งผลใน 2 ทาง คือ 1. ราคาสินค้าสูงขึ้น 2. ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนไม่ไหว ต้องปิดกิจการไป หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนส่งผลเสียกับตัวแรงงานผู้เรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำเอง ทั้งในแง่ของการต้องซื้อของที่ราคาแพงขึ้น การตกงาน และการล่มสลายของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ก็ยังไพล่ไปบอกว่าแรงงานไม่รู้จักอดทน เห็นแก่ได้ ไม่ยอมเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หลงกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม ติดใจรสชาติประชานิยม ไม่รู้จักใช้ชีวิตพอเพียง เป็นพวกขี้เกียจ อยากสบาย แต่ใจร้อน สารพัดจะว่ากันไป

และความรู้สึกว่ารัฐบาลเอาใจนายทุนมากกว่าแรงงาน ก็มักเป็นจริงในใจของฝั่งแรงงานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในสังคมที่เรียกร้องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกิดขึ้นในสังคมที่ปรารถนาให้คนมีความเห็นอกเห็นใจ เกิดขึ้นในสังคมที่พูดคำว่า “มนุษยธรรม” กันจนเปรอะปาก เกิดขึ้นในสังคมที่ถ้าคนทำเรื่อง “ดีๆ” แม้จะละเมิดกฎหมายก็ไม่ว่ากัน

ความน่ากลัวประการหนึ่งก็คือ หลายคนนั้นไม่ใช่ไม่รู้ว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เป็นอัตราที่ไม่พอกินพอใช้ พวกเขารู้ แต่บอกว่าแรงงานควรจะต้องอดทนเสียสละเพื่อส่วนรวม หรือก็คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ