อียูเตรียมหารือการค้าเสรีอินโดนีเซีย

Posted by

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ว่า ที่ประชุม 28 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) เห็นชอบเตรียมเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับอินโดนีเซีย คาดว่าจะเริ่มได้ภายในสิ้นปีนี้ ขนาดตลาดของสองฝ่ายรวมกันมีผู้บริโภคจำนวน 750 ล้านคน โดยอียูมีสถานะเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของอินโดนีเซีย ขณะที่อินโดนีเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของอียูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นอันดับ 30 ของโลก

joker123

แผนการเจรจาดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความหวาดระแวงในความรู้สึกของสาธารณชน ต่อนโยบายด้านการค้าของอียู ว่าจะสามารถหาประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์ได้จริงหรือไม่ โดยข้อตกลงระหว่างอียูและแคนาดากำลังเผชิญความเสี่ยงกับความไม่แน่นอนในกระบวนการให้การรับรองระหว่างสมาชิก 28 ประเทศ ขณะที่ข้อตกลงกับสหรัฐก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะถูกพักไว้ก่อน

นอกจากอินโดนีเซีย ประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีการเจรจาเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีกับอียูแล้วคือฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย ขณะที่ประเทศที่การเจรจาสรุปลงแล้วคือสิงคโปร์เมื่อปี 2557 และเวียดนามเมื่อปี 2558 โดยแผนการเจรจาการค้าเสรีกับอาเซียนทั้งกลุ่มได้ถูกชะลอออกไป และหันไปมุ่งเน้นการทำข้อตกลงแบบทวิภาคีรายประเทศ เพื่อเป็นรากฐานไปสู่ข้อตกลงอียู-อาเซียนในอนาคต

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประเมินกลุ่มสินค้าสำคัญที่ต้องจับตามอง หลัง FTA อียูและเวียดนาม มีผลใช้บังคับ 1 ส.ค. 2563 ยกเว้นภาษีระหว่างกันกว่า 99% ของรายการสินค้าทั้งหมด แนะผู้ประกอบไทยเร่งปรับตัว เน้นพัฒนาคุณภาพและยกระดับสินค้า ก่อนอียูหันไปนำเข้าสินค้าจากเวียดนามแทน

สล็อต

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประเมินกลุ่มสินค้าสำคัญที่ไทยต้องจับตามองและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังความตกลงการค้าเสรีระหว่างอียูและเวียดนาม มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 ซึ่งอียูและเวียดนามได้เปิดตลาดยกเว้นภาษีระหว่างกันในระดับสูง หรือกว่า 99% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด สำหรับกลุ่มสินค้าที่ต้องจับตามอง ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่อียูนำเข้าจากไทยจำนวนมาก แต่อาจพิจารณานำเข้าจากเวียดนามแทน

หากต้นทุนการนำเข้าจากเวียดนามถูกกว่าไทย เช่น เส้นพาสต้า ข้าว ปลาปรุงแต่ง ปลาหมึกกระป๋อง ยางล้อรถจักรยาน ทุเรียน และน้ำผักและผลไม้ เป็นต้น ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดอียู

“เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดอียู ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมปรับตัว โดยสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า เน้นการพัฒนาคุณภาพและยกระดับมาตรฐานสินค้า รวมถึงใช้ช่องทางการส่งออกด้วยสิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอฉบับต่างๆ ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ อาทิ อาเซียน จีน และญี่ปุ่น รวมทั้ง “อาร์เซ็ป” ที่จะมีผลใช้บังคับในอนาคต เพื่อเร่งขยายการค้าในตลาดอื่นๆ และลดความเสียเปรียบทางภาษีศุลกากรที่หายไปในตลาดอียู” นางอรมน กล่าว

สล็อตออนไลน์

นางอรมน เสริมว่า นอกจากอียูจะทำเอฟทีเอกับเวียดนามและสิงคโปร์แล้ว สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น อียูยังอยู่ระหว่างการเจรจาเอฟทีเอกับอินโดนีเซีย และพิจารณาเรื่องการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกับไทย โดยในส่วนของไทย ขณะนี้กรมฯ อยู่ระหว่างการหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อพิจารณาเรื่องการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกับอียู หากทุกภาคส่วนเห็นพ้องว่าควรฟื้นการเจรจา กรมฯ จะรวบรวมผลการศึกษาและความคิดเห็น รวมทั้งจัดทำกรอบเจรจาเสนอกระทรวงพาณิชย์เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ ในปี 2563 อียูเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยไทยส่งออกไปอียูมูลค่า 17,637 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ยาและเวชภัณฑ์ เครื่องมือทางทัศนศาสตร์ และยานยนต์และชิ้นส่วน ในขณะที่ไทยนำเข้าจากอียูมูลค่า 15,496 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และอัญมณีและเครื่องประดับ

jumboslot

(VOVWorld)-ในกรอบโครงการ “ยกระดับทักษะของอาเซียนในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับอียู” เมื่อวันที่๑๖เมษายน ณ กรุง จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เจ้าหน้าที่ระดับสูง ตัวแทนของสมาคมนักธุรกิจจาก๑๐ประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้แทนของสหภาพยุโรปได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาของข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTAข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศในด้านการเกษตร

ความท้าทายและโอกาสต่อข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับอียูในอนาคต คาดว่า บรรดาผู้แทนจะเน้นหารือเกี่ยวกับหัวข้อหลักคือมาตรการเพื่อควบคุมมาตรฐานและการกักกันพืชและสัตว์ ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศในด้านการเกษตรและการเตรียมความพร้อมให้แก่การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีรอบใหม่ เป็นต้น

สถานะภาพการเจรจา FTAของอียู

ปัจจุบันอียูทำ FTA ราว 40 ฉบับ กับเกือบ 70 ประเทศทั่วโลก โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. First generation agreements ที่อียูทำกับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ก่อนปี 2549 เพื่อลดภาษีศุลกากรและอุปสรรคทางการค้าอื่นๆ อาทิ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ เม็กซิโกชิลี สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ประเทศในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 8 ประเทศ ประเทศในกลุ่มบอลข่าน รวมทั้งสหภาพศุลกากร (Customs Union) ระหว่างอียูกับตุรกี
  2. Second generation agreements ซึ่งขยายขอบเขตความตกลงให้ครอบคลุมการแข่งขันทางการค้า
    การบริการ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งความร่วมมือด้านต่างๆ และประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน (รวมมาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม) อาทิ เกาหลีใต้ โคลัมเบีย เปรู เอกวาดอร์ ประเทศในแถบทวีปอเมริกากลาง แคนาดา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เวียดนาม และล่าสุด กลุ่มประเทศ Mercosur

slot

  1. Association Agreement ซึ่งรวมข้อบท Deep and Comprehensive FTA เพื่อเตรียมปฏิรูปกฎระเบียบทางการค้าให้อยู่บนพื้นฐานของกฎอียู เช่น มอลโดวายูเครน จอร์เจีย
  2. Economic Partnership Agreement (EPAs) เน้นการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่กลุ่มประเทศแอฟริกาแคริบเบียน และแปซิฟิก (ACP)

ทั้งนี้ อียูมีหลักเกณฑ์ว่าประเทศใดจะทําความตกลงการค้า FTA กับอียูได้ต้องมีความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือกับอียู (Partnership and Cooperation Agreement: PCA) ซึ่งเป็นความตกลงเชิงการเมืองที่ครอบคลุมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เสียก่อนจึงจะมีการลงนามในความตกลง FTA ได้

การเจรจา FTA ที่ยังคั่งค้างระหว่างอียูและประเทศต่างๆ ได้แก่ สหรัฐฯ หรือ Transatlantic Trade and Investment Partnership (TTIP) เจรจามาแล้วกว่า5ปี หากเจรจาสำเร็จ จะเป็น FTA แบบทวิภาคีที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ขณะนี้การเจรจาหยุดชะงักไป แต่อาจกลับมาเจรจากันใหม่เร็ว ๆ นี้) ออสเตรเลีย (เจรจาไปแล้ว 4 รอบ) นิวซีแลนด์ (4 รอบ) เม็กซิโก (ใกล้แล้วเสร็จโดยอยู่ระหว่างหารือประเด็นการจัดซื้อจัดจ้าง) และชิลี (เริ่มเจรจาปี 2560)

FTA กับเอเซียที่สำคัญ ได้แก่ ไทย (หยุดชะงักไปเมื่อปี 2557 หลังเจรจาไปแล้ว 4 รอบ) มาเลเซีย (หยุดชะงักไปเมื่อปี 2555 หลังเจรจาไปแล้ว 7 รอบ) ฟิลิปปินส์ (เจรจาไปแล้ว 2 รอบ) อินโดนีเซีย (เจรจาไปแล้ว 9 รอบ) และอินเดีย (เริ่มเจรจาตั้งแต่ปี 2550 และยังไม่แล้วเสร็จ) นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างเจรจาจัดทำความตกลง
ด้านการลงทุน (Investment Agreement) กับจีน และเมียนมา อีกด้วย

FTA ที่กำลังอยู่ระหว่างการมีผลบังคับใช้ ได้แก่ สิงคโปร์ (อยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการภายในที่จำเป็นของแต่ละฝ่ายก่อนการบังคับใช้) เวียดนาม (อยู่ระหว่างการให้สัตยาบันของรัฐสภายุโรปหลังจากได้ลงนามไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2562) Mercosur (สรุปผลการเจรจาไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาลของแต่ละฝ่ายก่อนลงนามและให้สัตยาบันต่อไป) ล่าสุดอียูได้ออกมาแสดงท่าทีที่จะชะลอการให้สัตยาบันความตกลง FTA กับ Mercosur อันเนื่องมาจากปัญหาไฟป่าในเขตป่าอเมซอนซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อนโยบายของอียู